รายงานความคืบหน้าในการสร้างอุโบสถ และขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างอุโบสถ
สำนักสงฆ์เขาพุดง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี โทร.081-3642239 |
| ประวัติที่พักสงฆ์เขาพุดง | งานวางศิลาฤกษ์สร้างโบสถ์ | ความคืบหน้าในการสร้างโบสถ์ | เชิญชวนผู้มีจิตศัทธาร่วมกันสร้างโบสถ์ |
ประวัติสำนักสงฆ์เขาพุดง
ประวัติสำนักสงฆ์เขาพุดง หรือ ที่พักสงฆ์เขาพุดง ตั้งอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำกระเสียว หมู่ที่ 7 ตำบลวังคัน อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีเนื้อที่ 50 ไร่ อยู่ในเขตนิคมสหกรณ์ฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุญาตสร้างวัด โดยสร้างเป็นวัดป่าสำหรับการปฏิบัติธรรม ปัจจุบันมีศาลาการเปรียญ 1 หลัง ศาลาโรงฉัน 1หลัง กุฏิ 7 หลัง มีพระอาจารย์มานิตย์ ปัญญาวุโธ (กิตติพาณิชยกุล) พรรษา 25 เป็นหัวหน้าสงฆ์
|
 ศาลาการเปรียญ |
 กุฏิสงฆ์ |
 |
สำหรับประวัติท่านพระอาจารย์มานิตย์ ท่านเป็นบุตรของนายสงวน และนางอำไพ มีพี่น้องรวมกัน 12 คน จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะพาณิชย์ศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทคณะพาณิชย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นเป็นอาจาย์คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าอยู่ 14 ปี เริ่มศึกษา และปฏิบัติธรรม จนอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2527 ที่วัดปาลิไลยวัน อ.ศรีราชา และจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านเพในจังหวัดระยอง
ประมาณปี พ.ศ. 2543 ท่านมีปณิธานที่จะสร้างวัดเพื่อสืบทอด และเผยแพร่พระศาสนา จึงเดินทางธุดงค์มาจนพบสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างวัดปฏิบัติธรรม คือพื้นที่บริเวณชายเขาพุดงใกล้อ่างเก็บน้ำกระเสียวแห่งนี้ |
งานวางศิลาฤกษ์สร้างโบสถ์
|
ภาพวันงานวางศิลาฤกษ์สร้างอุโบสถ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2551
ณ สำนักสงฆ์เขาพุดง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี |
 |
เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 ที่พักสงฆ์เขาพุดงโดยท่านพระอาจารย์มานิตย์ และศรัทธาญาติโยม ได้จัดทำพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ และทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อนำรายได้ทั้งหมดมาจัดสร้างพระอุโบสถให้คณะสงฆ์ใช้เป็นที่ทำวัดสวดมนต์ และทำสังฆกรรม โดยพระอุโบสถที่จะสร้างเป็นแบบทรงไทยประยุกต์ ออกแบบโดยกรมศิลปกร มีขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 19 เมตร สูง 15 เมตร ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 4 ล้านบาท |
 ภาพช่วงบ่าย ตอนวางศิลาฤกษ์สร้างโบสถ์ |
 พื้นที่บริเวณสร้างอุโบสถ |
ความคืบหน้าในการสร้างโบสถ์
หลังจากที่วางศิลาฤกษ์เพื่อสร้างอุโบสถ์ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว ทางที่พักสงฆ์เขาพุดงได้ดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถ์เริ่มตั้งแต่รากฐานอุโบสถเป็นลำดับแรก ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 4 เดือนได้ทำการสร้างฐานรากพระอุโบสถและหล่อเสาคอนกรีตเสร็จแล้ว และเดือนพฤษภาคม 2552 นี้ จะเริ่มทำการสร้างโครงหลังคาพระอุโบสถเป็นลำดับถัดไป ขออนุโมนาบุญกับท่านผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายที่ช่วยกันสร้างพระอุโบสถ ณ ที่พักสงฆ์เขาพุดง ในครั้งนี้
|
ภาพความคืบหน้าในการสร้างโบสถ์ ณ สำนักสงฆ์เขาพุดง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรีถ่ายเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 |

|

|
ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างอุโบสถ
ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างอุโบสถ สำนักสงฆ์เขาพุดง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
|

|

|
อานิสงส์การสร้างวิหารทาน
การสร้างวิหารถวายเป็นสังฆทานนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริญว่า เป็นทานอันเลิศ เป็นทานที่มีผลมากมีอานิสงส์มากเช่นกัน ตามข้อความที่ปรากฏในพระวินัยปิฎกมหาขันธกะ จุลวรรคว่า พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งกรุงราชคฤห์ ได้ทูลถามสมเด็จพระบรมศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาธุชนทั้งหลายมีใจศรัทธาปสันนาการ เลื่อมใสมาก่อสร้างกุฏิ วิหารถวายเป็นสังฆทานนั้น จะมีผลผลานิสงส์เป็นประการใด" พระศาสดาทรงตรัสว่า "ดูกรมหาบพิตร ผู้ใดมีจิตศรัทธาเลื่อมใสพระรัตนตรัยแล้วก่อสร้างกุฏิ วิหาร ศาลา คูหาน้อยใหญ่ ถวายเป็นทาน จะประกอบด้วยผลอานิสงส์มาก เป็นอเนกประการนับได้ถึง ๔๐ กัป
พระองค์ทรงนำอดีตนิทานมาเทศนาต่อไปว่า ในอดีตกาลล่วงมาแล้ว พระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติบังเกิดในโลก ในระหว่างนั้นพระปัจเจกโพธิเจ้าทั้งหลาย ก็ได้บังเกิดตรัสรู้ในโลกนี้ และอาศัยในป่าหิมพานต์ อยู่มาวันหนึ่งมีความปรารถนาเพื่อจะมาใกล้หมู่บ้านอันเป็นแว่นแคว้นกาสิกราช ได้อาศัยอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่งแถบใกล้บ้านนั้นมีนายช้างคนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านนั้น ก็ไปป่ากับลูกชายของตน เพื่อจะตัดไม้มาขายกินเลี้ยงชีพตามปกติ ก็แลเห็นพระปัจเจกโพธิเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ พ่อลูกสองคนก็เข้าไปใกล้น้อมกายถวายนมัสการแล้ว ทูลถามว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าจะไปไหน จึงมาอยู่ในสถานที่นี้" พระปัจเจกโพธิจึงตอบว่า "ดูกรอาวุโส บัดนี้จวนจะเข้าพรรษาแล้ว อาตมาเที่ยวแสวงหากุฏิวิหารที่จะจำพรรษา" นายช่างก็อาราธนาให้อยู่จำพรรษาในที่นี้ พระปัจเจกโพธิทรงรับด้วยการดุษณีภาพ สองคนพ่อลูกดีใจ จึงขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าเข้าไปในเรือน ถวายบิณฑบาตทานแก่พระปัจเจกโพธิ สองคนพ่อลูกเที่ยวตัดไม้แก่นมาสร้างกุฏิวิหารที่ริมสระโบกขรณีใหญ่ ได้ทำที่จงกรมเสร็จแล้ว ได้อาราธนาว่า "พระผู้เป็นเจ้าจงอยู่ให้สุขเถิดพระเจ้าข้า"
ครั้นพระปัจเจกโพธิได้รับนิมนต์แล้ว สองคนพ่อลูกตั้งปณิธานความปรารถนาว่า "ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากทุกข์ยากไร้เข็ญใจ และขอให้ข้าพเจ้าทั้งสองนี้ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพผู้ประเสริฐองค์หนึ่งเถิด" พระปัจเจกโพธิก็รับอนุโมทนาซึ่งบุญ นายช่างสองคนพ่อลูกอยู่สิ้นอายุขัยแล้วก็ทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดในสวรรค์ขั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองเป็นที่รองรับ และเทพอัปสรแวดล้อมเป็นบริวาร เสวยทิพย์สมบัติอยู่ในสวรรค์สิ้นกาลนาน จุติจากสวรรค์นั้นแล้ว ก็ไปบังเกิดเป็นราชบุตรของพระเจ้าสุโรธิบรมกษัตริย์ในเมืองมิถิลามหานคร ทรงพระนามว่า มหาปนาทกุมาร เมื่อเจริญวัยขึ้นได้เสวยราชสมบัติ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ด้วยอานิสงส์ที่ได้สร้างกุฏิวิหารถวายเป็นทานแก่พระปัจเจกโพธิ ครั้นตายจากชาติเป็นพระยามหาปนาทแล้ว ก็เวียนว่ายตายเกิดในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ แล้วก็มาเกิดเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฎิอยู่ในภัททิยนคร ชื่อว่า ภัททชิกได้ปราสาท ๓ หลัง อยู่ใน ๓ ฤดู ครั้นเจริญวัยได้บวชในศาสนา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในศาสนาของตถาคต ส่วนเทพบุตรองค์พ่อนั้น ยังเสวยทิพยสมบัติอยู่ในสวรรค์ช้านานจนถึงศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย์ลงมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในมนุษย์โลก ได้จุติลงมาปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีสมเด็จพระเจ้ากรุงเกตุมวดี ทรงพระนามว่า สังขกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้วก็ขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าสังขจักรบรมกษัตริย์ มีทวีปน้อยใหญ่เป็นบริวาร พระองค์จึงได้สละราชสมบัติบ้านเมืองออกไปบรรพชา ในสำนักพระศรีอริยเมตไตรย์กับทั้งบริวาร ๑ โกฎิ บรรลุอรหันต์ได้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา นามว่าอโสกเถระ ก็ด้วยอานิสงส์ได้สร้างกุฏิให้เป็นทานนั้นแล อันเป็นบุญให้ถึงความสุข ๓ ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ
|