สมาธิรักษาโรค
พวงพิกุล
ทิพย์สังวาลย์
R13001
แรงบันดาลใจที่ทำให้ดิฉันเขียนเรื่องนี้มา
เพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยด้วยโรคร้ายทั้งหลาย
ได้มีกำลังใจต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บด้วยความอดทน พร้อมที่จะสร้างกำลังใจให้กับตนเอง
โดยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อรักษาโรค
ดิฉันโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ดี คุณพ่อเป็นคนเก่งแต่ดุมาก
คุณแม่เป็นคนดีมีเมตตากรุณา มีจิตใจงดงามมาก ดิฉันมีพี่น้องเป็นผู้หญิงทั้งหมด ๓ คน
ปัจจุบันเสียชีวิตหมด
ดิฉันจึงเป็นลูกคนเดียวที่ต้องดูแลคุณแมที่เจ็บป่วยด้วยการรักษาโดยการผ่าตัดมาแล้ว
๓ ครั้ง (คุณพ่อเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗)
ดิฉันเป็นข้าราชการครูธรรมดาคนหนึ่ง
สามีก็รับราชการครูเช่นเดียวกัน ดิฉันมีลูก ๓ คน คนที่ ๑ และ ๒ เป็นผู้หญิง
ได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาพร้อมกัน ในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)
คณะบริหารธุรกิจ ส่วนคนสุดท้ายเป็นผู้ชาย
ในวันธรรมดา ดิฉันจะดูแลคุณแม่ตลอด แต่วันเสาร์ อาทิตย์
ดิฉันต้องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปดูแลลูกเพื่ออบรมลูกเป็นคนดี เพราะดิฉันคิดว่า
ถ้าเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว โอกาสที่จะสอนเขาให้เป็นคนดีมีน้ำใจ
มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นนั้นคงยาก
ดิฉันได้ซื้อคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญให้ลูกทั้ง ๓ คน
พักอาศัยอยู่ด้วยกัน ลูกคนสุดท้องเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จากการที่ลูกเรียนมหาวิทยาลัยทั้ง ๓ คน จึงเป็นภาระที่หนักมาก เงินเดือน ๒ คนรวมกัน
แม้จะไม่ถูกหักเลย ก็ไม่พอส่งลูกเรียน ดิฉันเริ่มเป็นหนี้ธนาคาร
ในปี ๒๕๓๙ ลูกคนที่ ๒ ก็ป่วยมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด ตัวร้อนจัด หน้าซีด
ได้พาส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้คอนโด หมดให้ยาแก้ไข้ แต่อาการไม่ดีขึ้นเลย
จึงพาส่งโรงพยาบาลภูมิพล พักรักษาในห้องพิเศษ ลูกอายุเกิน ๒๐ ปี
จึงเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้เลย แต่ดิฉันก็ไม่เกี่ยงค่ารักษาพยาบาล
อยู่ในโรงพยาบาลได้ ๒ วัน สามีก็โทรศัพท์มา บอกว่า แม่ไม่สบาย
ดิฉันได้บอกให้สามีพาแม่เข้ารักษาในโรงพยาบาลประชาเวช จ.ขอนแก่น
ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ดีมาก เพราะดิฉันตั้งใจว่า
ถ้าแม่ป่วยอีกครั้งหนึ่งจะพาแม่รักษาในโรงพยาบาลที่ดีที่สุด
เพราะตอนนั้นแม่อายุเกือบ ๘๐ ปีแล้ว ดิฉันต้องขออนุญาตหมอพาลูกสาวซึ่งอาการหนักมาก
และยังไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร มารักษาด้วยกันกับยาย หมอได้ให้สเตอร์รอยด์กับลูก
และต้องผ่าตัดยายเป็นการด่วน เพราะมีนิ่วในท่อน้ำดี ถึง ๔ ก้อน ก้อนละ ๔ ซ.ม.
ดิฉันกังวลมาก เพราะแม่อายุมากแล้ว แต่ก็ได้รับกำลังใจจากคุณหมอ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประชาเวช ได้ยืนยันว่าจะรักษาคุณแม่อย่างสุดความสามารถ
หลังแม่ผ่าตัดออกมา ฟื้นเร็วมาก แม่เห็นดิฉันเป็นคนแรก ดิฉันได้ดูแลคนป่วยทั้ง ๒ คน
ด้วยความเต็มใจและเอาใจใส่อย่างที่สุด
ดิฉันกล้าพูดได้เลยว่า ดิฉันเป็นคนเฝ้าไข้ที่ดีที่สุด
บางคืนดิฉันไม่ได้นอนเลย อาศัยหลับในสมาธิ มหัศจรรย์มาก
ดิฉันสามารถอยู่ได้โดยในเวลากลางวันไม่ได้งีบหลับเลย
ซึ่งในตอนหลังดิฉันได้นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อจรัญที่บอกว่าผู้ให้ย่อมมีความสุขที่สุด
ธรรมะของพระพุทธองค์ยิ่งใหญ่นัก ดิฉันได้ทำหน้าที่ของลูกและแม่ในเวลาเดียวกัน
ลูกได้รับการรักษาในโรงพยาบาลได้ ๕ วัน อาการดีขึ้น แต่คุณแม่มีอาการแย่ลง
กินอาหารไม่ได้เลย ทุกคนบอกว่าแม่ไม่รอดแน่
ลูกคนที่สองของดิฉันเห็นแม่มีภาระเรื่องของยายมาก จึงเดินทางกลับไปเรียนที่กรุงเทพฯ
คนเดียว ดิฉันได้วิ่งเต้นสุดฤทธิ์เพื่อจะได้เงินมาซื้อสารอาหารที่แพงมาก
ระยะเวลาที่แม่อยู่โรงพยาบาลก็ยืดออกไปอีก เป็นเวลาถึงเดือนเศษ
ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก แต่ดิฉันก็ยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จะเสียเพื่อได้
หลังได้รับสารอาหารแม่มีอาการดีขึ้นมาก แต่ก่อนที่ไม่จะได้ออกจากโรงพยาบาล
ลูกคนที่สอง มีอาการหนักมาก และกลับเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลประชาเวช
อยู่ในห้องเดียวกันกับยาย ดิฉันได้พาแม่กลับบ้าน แต่ให้สามีและหลานดูแลแม่แต่อ
ดิฉันได้กลับมาดูแลลูกในโรงพยาบาลต่อ หมดได้ตรวจลูกอย่างละเอียด
จึงได้ทราบว่าลูกป่ายเป็นโรค S.L.E
(โรคเดียวกับคุณพุ่มพวง)
โดยลูกสาวของดิฉันมีอาการอักเสบที่ไตและหัวใจ และในวันที่ ๒๘ เมษายน
ลูกก็มีอาการอักเสบที่สมอง คือ บ้าเลย ตาขวาง เดินเหมือนหุ่นยนต์
สุดท้ายนอนนิ่งไม่พูดไม่อ้าปาก ปัสสาวะรดที่นอนตลอดเวลา เหงื่อออกท่วมตัว
แต่มีอาการหนาวสั่นต้องห่มผ้าถึง ๕ ผืน ลูกคงทรมานมาก
คุณหมอบอกว่าอาการทางสมองนี้ต้องใช้เงินรักษาเป็นหลักล้าน ถ้าภายใน ๓ วัน
ลูกไม่พูดไม่อ้าปากไม่สนองตอบด้วยอาการใด ๆ หมดจะช็อตด้วยไฟฟ้า
ทุกคนไม่อยากให้ลูกถูกช็อตด้วยไฟฟ้า ดิฉันและสามีเข็นเตียงเข้าไปใกล้ลูกที่สุด
นอนกอนเขาตลอดเวลา ๒ วัน น้องชายและพี่สาวก็จับขาเรียกเขาตลอดเวลา
และนึกขึ้นมาได้จึงบีบจมูก พอเขาอ้าปากก็กรอกยาเข้าไป
ลูกฟื้นขึ้นมาในตอนเช้าของวันที่ ๓ จิตแพทย์เริ่มเรียกความทรงจำเขาคืนมา
โดยถามว่าเขาชื่ออะไร ลูกก็ตอบหมดได้ว่า ชื่อเล่นชื่อน้อยหน่า ชื่อจริงคือ
น.ส.พิลาสินี ทิพย์สังวาลย์ เรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ลูกบอกว่า ๓
วันที่เขานอนนิ่งอยู่เฉย ๆ นั้น รู้สึกว่าตัวเองไม่มีแขนขา
เหลือแต่จิตดวงเดียว
ในการรักษาลูกครั้งนี้ ต้องใช้หมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค ๒ คน จิตแพทย์อีก ๒
คน เสียค่าใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมาก แต่ดิฉันไม่เคยคิดเสียดายเลย
คนมีค่ามากกว่าเงินมากมายนัก แม่ดิฉันมีอาการดีขึ้นเป็นอย่างมาก
แต่วันหนึ่งแม่นอนเล่นอยู่ที่เปลใต้ต้นมะม่วง มะม่วงลูกใหญ่หล่นมาถูกท้องแม่
เลยต้องส่งเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง และได้อยู่ในห้องเดียวกันกับลูกอีกครั้ง
จากการรักษาอย่างดี อาการปวดท้องของแม่ก็ทุเลาลง แต่สำหรับลูกสาวของดิฉัน
จิตแพทย์บอกว่า S.L.E.
ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ รักษาได้โดยวิธีเดียว คือ ฝึกสมาธิจนจิตสงบในระดับหนึ่ง
แล้วกลับคำสั่งไม่ให้ภูมิคุ้มกันไปทำลายอวัยวะตัวเอง ทุกวันเวลา ๑๗.๐๐ น.
จิตแพทย์จะมาพาลูกนั่งสมาธิ ตอนนั้นลูกพูดง่ายมาก บอกให้ทำอะไรก็ทำ พอฝึกได้ครบ ๕
วัน ก็เกิดโอภาสขึ้นเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้ว สามารถเขียนภาษาอังกฤษด้วยคำศัพท์ยาก ๆ
ได้ ๔ ๕ แผ่น
จิตแพทย์บอกว่า ตอนที่เขาอักเสบทางสมองนั้น
เท่ากับได้ไปกระตุ้นสมองให้เกิดความเป็นอัจฉริยะด้านภาษาขึ้น
ประกอบกับเขาได้ฝึกนั่งสมาธิทุกวัน
ทำให้อาการทางสมองที่ยังอักเสบอยู่ไม่ได้แสดงอาการทางกายเป็นที่น่าเกลียดเหมือนคนไข้รายอื่น
นอกจากพอเดินผ่านเตียงคุณยายเขาจะเดินเร็ว ๆ เข้าไปหายายที่นอนป่วยอยู่เป็นประจำ
จนดิฉันต้องเอาม่านมากั้นไว้กลัวยายจะตกใจ
ดิฉันเกิดความเครียดสะสมที่เฝ้าไข้คุณแม่และลูก
หลายเดือนเข้าก็เกิดแผลที่กระเพาะอาหาร
ปวดท้องอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลไปอีกคน
เลยกลายเป็นคนป่วยเฝ้าคนไข้ แต่ดิฉันก็สู้เสมอไม่ยอมถอย
ถึงแม้จะไม่ได้หลับไม่ได้นอนเต็มที่ แต่ลึก ๆ แล้ว
ดิฉันก็เป็นสุขใจที่ได้มีโอกาสทดแทนพระคุณของคุณแม่ที่เลี้ยงดูดิฉันมา
แม่อาการดีขึ้นมาก ได้ออกจากโรงพยาบาลก่อนลูกสาว
สามีดิฉันต้องทำหน้าที่ดูแล้คุณแม่อีกตามเคย
คุณหมอทั้ง ๔ คนได้ทำการรักษาลูกอย่างสุดความสามารถ
โดยบอกว่าอาการทางสมองนี้จะหายเร็วที่สุดประมาณ ๖ เดือน
แต่จากการนั่งสมาธิทุกวันของลูกสาว ลูกก็หายจากอาการอักเสบทางสมองในเวลา ๑ เดือนกับ
๑ วัน กลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเดิมได้ตามปกติ แต่ต้องเปลี่ยนคณะใหม่คือ
คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ลูกยังคงนั่งสมาธิทุกวันเพื่อรักษาตัวเองต่อ
ตอนนี้ลูกต้องไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลทุกเดือน แต่ไม่ต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาล
อาการอักเสบทางสมองก็ไม่เกิดขึ้นกับลูกอีกเลยเป็นเวลากว่า ๓ ปีแล้ว
จากการนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ ทำให้อาการของลูกดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
โดยเฉพาะในด้านการเรียนภาษาอังกฤษดีขึ้นจนเห็นได้ชัด เกรดเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น
ลูกเรียนหนังสืออย่างมีความสุข ลูกยังคงสวยเหมือนเดิม ผิวพรรณก็ผุดผ่อง
วาจาไพเราะเสียงใส ลูกบอกว่าการฝึกสมาธิเป็นประจำ ทำให้หนูมีจิตใจที่ดีงาม
รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน มีเมตตาไม่อิจฉาริษยาใคร ดิฉันไม่เคยได้ยินลูกนินทาใครเลย
เขาบอกว่าตามความคิดเห็นของลูก โรค S.L.E.
น่าจะเกิดจากความเครียด
และอาการที่ร้อนมากนั่นเอง เขาบอกว่าหนูโชคดีที่ป่วยด้วยโรคนี้
ทำให้หนูขยันนั่งสมาธิมากกว่าเดิม เพราะต้องนั่งเพื่อให้ตัวเองรอดจากโรคนี้
เลยเป็นผลพลอยได้ทำให้การเรียนดีขึ้นมาก และมีโอกาสที่จะจบเอแบคได้เท่ากับคนดี ๆ
ที่ไม่ป่วย ถ้าไม่มีอุปสรรคอะไรลูกจะจบภายในเดือนตุลาคม ๒๕๔๒ นี้
ลูกบอกว่าในที่สุดความฝันของหนูก็เป็นความจริง เพราะตอนเด็ก ๆ เขาชอบภาษาอังกฤษมาก
แต่เรียนได้ไม่ดีเท่าที่ควร หลังจากได้นั่งสมาธิแล้ว สารเอนโดฟิลได้หลั่ง
ทำให้ช่วยรักษาโรค
และสามารถช่วยให้ทำงานหรืออ่านหนังสือได้ทั้งวันโดยไม่เหนื่อย
ลูกคนโตก็นั่งสมาธิเป็นประจำ บอกว่ามีประโยชน์มาก ทำให้เรียนภาษาได้ดี
ลูกคนนี้มีความกตัญญูมาก เขามักพูดอยู่เสมอว่า เมื่อเขาเรียนจบแล้ว
เขาจะส่งน้องชายคนสุดท้องเรียน แม่ไม่ต้องห่วง
แม่เคยดูแลยายอย่างไรหนูก็จะดูแลแม่อย่างนั้น ลูกเป็นกำลังใจที่สำคัญมากสำหรับดิฉัน
จากการต้องส่งลูกเรียนในมหาวิทยาลัยทั้ง ๓ คน และต้องรักษาคนป่วย
ทำให้ดิฉันมีปัญหาเรื่องการเงิน มีหนี้สิน แต่ดิฉันก็ไม่เคยท้อถอย
ดิฉันโชคดีมากที่มีโอกาสได้ตอบแทนพระคุณของแม่ ได้ซื้อชีวิตให้ลูก
ได้ทำหน้าที่ของลูกและของแม่ในเวลาเดียวกัน
การที่ดิฉันได้เฝ้ารักษาและดูแลคุณแม่ในขณะที่แม่เจ็บป่วยนั้น
บุญกุศลได้ส่งผลเร็วมาก คือ คุณหมอผู้อำนวยการและคุณหมออื่น ๆ
ในโรงพยาบาลนี้ได้ให้กำลังใจดิฉันในการรักษาแม่และลูก
และได้ดูแลดิฉันในขณะที่ดิฉันเป็นโรคกระเพาะเป็นอย่างดี
พระคุณครั้งนี้ดิฉันไม่มีวันลืม ลูกและแม่ประทับใจในความเอาใจใส่ของคุณหมอมาก
ลูกบอกว่าหมอที่นี่คือเทวดา ไม่เคยเห็นหมอใจดีอย่างนี้เลย ถ้าเขาหายเด็ดขาดจากโรค
S.L.E.
คุณหมอได้ขอร้องลูกสาวไว้ว่า ให้มาช่วยบรรยายให้นักศึกษาแพทย์ฟัง
เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนป่วยที่เป็นโรค
S.L.E.
เขาจะได้ไม่ตาย
จากการดูแลคนป่วยทั้ง ๒ คน ทำให้ดิฉันได้ข้อคิดว่า
ปัญหาทั้งหลายของมนุษย์นั้นสามารถแก้ได้เสมอ ถ้าเราพยายามแก้ไขปัญหานั้นด้วยสติ
ใช้ความสามารถ ความมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจต่อผู้อื่น
สำคัญที่สุดคือ มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณทั้งหลาย
การที่ดิฉันได้ทุ่มเททั้งกำลังกาย และกำลังใจดูแลคุณแม่และลูกสาว
ทำให้ดิฉันได้สมมุติฐานของโรค พร้อมที่จะบอกอาการของทั้ง ๒ คน กับคุณหมอได้ตลอดเวลา
ทำให้ง่ายต่อการรักษา ในปีนั้นดิฉันได้ลางานถึง ๑๒ ครั้ง ในการดูแลคนป่วย
ดิฉันได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นคน
ดิฉันได้อ่านหนังสือธรรมะของหลวงพ่อจรัญ เรื่อง กรรมฐานแก้ปัญหาชีวิตแล้ว
รู้สึกซาบซึ้งในคำสอนนั้นมาก ๆ
ขณะนี้โรคกระเพาะของดิฉันดีขึ้นมากโดยไม่ต้องใช้ยาเลย กรรมฐานรักษาโรคได้จริง
ๆ
ดิฉันได้น้อมระลึกถึงคำสอนของหลวงพ่อจรัญ ที่พร่ำสอนอยู่เสมอว่า
จงเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ แม้แต่คำขอบคุณ ให้เป็นคนดีมีน้ำใจ
กตัญญูต่อบุพการี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักได้แม่กระทั่งศัตรูตัวเอง
ทุกครั้งที่ได้ฟังเทศน์ของหลวงพ่อจรัญ ดิฉันจะมีกำลังใจต่อสู้ชีวิตเสมอ
ดิฉันโชคดีที่มีโอกาสมารับใช้ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน (เป็นวิทยากรพิเศษ)
ถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้ขึ้นไปช่วยในโครงการอบรมบนศาลาพระราชสุทธิญาณมงคล
พระอาจารย์พระครูสมุห์ธีรวัฒน์ ฐานุตตโร ท่านวิทยากร
และทุกคนในศูนย์ปฏิบัติสวนเวฬุวันแห่งนี้ ได้ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เห็นอกเห็นใจ
ให้กำลังใจดิฉันในการต่อสู้ชีวิต พระคุณครั้งนี้ดิฉันจะไม่มีวันลืม
ดิฉันจะขอรับใช้หลวงพ่อจรัญ และศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน เท่าที่โอกาสจะอำนวย
ไม่มีที่พึ่งใดจะอบอุ่นเท่าธรรมะของพระพุทธองค์อีกแล้ว ดิฉันคิดว่าเดินมาถูกทางแล้ว
และได้ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานด้านพัฒนาจิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เท่าที่จะทำได้
อาจารย์ ๒
ระดับ ๗ โรงเรียนผดุงนารี จ.มหาสารคาม